แนวคิดการไปเตะต่างแดน

    มีเรื่องที่กำลังเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนบอลลา ลีก้าของประเทศสเปน ที่พวกเขามีแนวคิดที่จะเอาการแข่งขันในศึกลา ลีก้าสเปนบางนัดไปทำการแข่งขันในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อการตีตลาด และการเพิ่มฐานแฟนบอลให้มากขึ้นด้วย ซึ่งสมาพันธ์ฟุตบอลสเปนได้ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยว่าจะทำอย่างแน่นอน แต่จะมีเพียงแค่ประมาณ 2 นัดเท่านั้นในแต่ละฤดูกาล แต่ก็ยังไม่ได้มีการยืนยันว่าเป็นคู่ไหน และเมื่อไหร่ แต่แค่เพียงการออกมาประกาศถึงแนวคิดนี้ ทางสมาพันธ์ฟุตบอลสเปน และทางลา ลีก้าก้โดนบรรดานักเตะในทีมต่างๆ ออกมาต่อต้านกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกัปตันทีมของทั้ง 20 สโมสรในศึกลา ลีก้าสเปนฤดูกาลนี้ ที่มีความเห็นตรงกันว่าไม่ควรที่จะย้ายการแข่งขันไปเล่นในต่างแดน แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ไม่กี่นัดต่อฤดูกาลก็ตาม

แนวคิดนี้มีการเอามาใช้กับกีฬาของคนอเมริกันอย่างศึกอเมริกันฟุตบอล ที่มีการเอาเกมเอ็นเอฟแอลในช่วงฤดูกาลปกติมาเล่นที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษฤดูกาลละ 1-2 เกม หรืออย่างบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ก็มีการเริ่มไปแข่งที่ประเทศเม็กซิโกบ้างแล้ว ซึ่งนั่นเป็นกีฬาอเมริกัน ที่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านการเล่นเป็นทีมเหย้าทีมเยือนน้อยกว่า แต่ในส่วนของฟุตบอลนั้นการได้เล่นเป็นเจ้าบ้านนั้นถือว่าได้เปรียบเป็นอย่างมาก และการที่แต่ละทีมจะยอมเสียเสิทธิ์การเล่นเป็นเจ้าบ้านและยอมไปเตะในสนามที่เป็นกลางนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายในผลการแข่งขันได้มาก

ที่สำคัญที่สุดในความแตกต่างของกีฬาอเมริกันที่สามารถทำได้ และทีมต่างๆ ยอมที่จะไปเล่นในต่างแดนก็คือ ระบบกีฬาของคนอเมริกันโดยเฉพาะอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล หรือกีฬาอย่างบาสเก็ตบอลนั้นไม่ได้มีกฏการเลื่อนชั้น หรือตกชั้นแต่อย่างใด ซึ่งถึงแม้ว่าทีมนั้นจะแพ้กี่นัดก็ตาม แต่ก็ไม่มีการตกชั้น ซึ่งฤดูกาลหน้ามาว่ากันใหม่ได้ แต่กับฟุตบอลในลีกยุโรปนั้นไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้แม้แต่ทีมเล็กๆ ก็ออกมาต่อต้านแนวคิดนี้อย่างเต็มที่ เพราะการเสียสิทธิ์การเล่นเป็นเจ้าบ้านไปสำหรับทีมเล็กๆ นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน หากพวกเขาเสียคะแนนในนัดที่ไปเล่นต่างแดนจนทำให้พวกเขาตกชั้นลงไป และแน่นอนว่าทีมยักษ์ใหญ่ของลีกอย่างบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดก็ไม่ยอมในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาก็ไปทัวร์พรีซีซั่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกากันเป็นประจำอยู่แล้วด้วย

แฮตทริคแรกของฤดูกาล

    โดยปกติแล้ว นักเตะที่จะทำแฮตทริคในศึกลา ลีก้าสเปนแต่ละฤดูกาลจะเป็นของลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าของสโมสรบาร์เซโลน่า หรือไม่ก็คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสที่มีสถิติการทำแฮตทริคมากที่สุดทั้ง 2 คนของลีก แต่ว่าฤดูกาลนี้คนที่ที่ไม่มีดาวยิงสูงสุดของทีมชาติโปรตุเกสอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว แต่เหมือนกับส่งน้องร่วมชาติมาทำแฮตทริคเป็นคนแรกแทน นั่นคืออังเดร ซิลวา กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติโปรตุเกสของเซบีญ่านั่นเอง ซึ่งพวกเขาพึ่งไปทำการยืมตัวมาจากเอซี มิลานเมื่อไม่กี่วันก่อนเปิดฤดูกาลนี้เอง และเขากลับกลายมาเป็นนักเตะที่ทำแฮตทริคได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถช่วยเอซี มิลานทำประตูในกัลโช่ เซเรีย อาได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น แต่พอย้ายมาเซบีญ่ากับทำได้ถึง 3 ประตูภายในนัดเดียวเท่านั้น ซึ่งมันเหมือนกับการเขียนบทละครให้กับเขาชัดๆ

อังเดร ซิลวา ที่ปัจจุบันมีวัยเพียง 22 เท่านั้นสร้างชื่อมาจากการทำผลงานได้ดีกับเอฟซี ปอร์โต้ในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเขาทำได้ถึง 21 ประตูในทุกรายการในฤดูกาลนั้น และได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของซุเปอร์ลีก ของโปรตุเกสในเดือนสิงหาคม กันยายน และธันวาคมด้วย และช่วงนั้นทำให้เขาได้ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติโปรตุเกส และได้มีโอกาสลงสนามเล่นเป็นกองหน้าร่วมกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ด้วย ซึ่งเขาทำผลงานได้ดีทีเดียว และถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติโปรตุเกสหากหมดยุคของโรนัลโด้ไปแล้วด้วย และหลังจากจบฤดูกาลนั้นเอซี มิลานจึงคว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร แต่กับเอซี มิลานเขากลับทำผลงานในลีกได้อย่างน่าผิดหวัง โดยสามารถทำได้เพียง 2 ประตูเท่านั้นจากการลงสนาม 24 นัด

เซบีญ่าจึงไปจัดการยืมตัวมาร่วมทีมในสัญญายืมตัว พร้อมออปชั่นในการซื้อขาดภายหลังที่ 35 ล้านยูโร และเพียงนัดแรกเท่านั้นเขาก็ปล่อยของทำแฮตทริคได้ทันที ในนัดที่เซบีญ่าบุกไปชนะราโย่ บาเญกาโน่ ทีมน้องใหม่ของลา ลีก้าได้ 4-1 โดยดาวเตะวัย 22 ปีได้ลงเป็นกองหน้าร่วมกับฟรังโก้ บาสเกวซ ดาวเตะชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งอังเดร ซิลวาใช้เวลาเพียง 79 นาทีเท่านั้นก็สามารถทำแฮตทริคได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาได้อย่างมากทีเดียว หลังจากไปเสียเวลากับเอซี มิลานมา 1 ฤดูกาลเต็มๆ

บิ๊กแมตช์สัปดาห์แรก

    ลีกใหญ่ๆ ทั่วยุโรปก็ได้เริ่มทยอยเปิดฤดูกาลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยลา ลีก้า สเปนก็พึ่งเปิดฉากไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถือว่ามีเกมการแข่งขันที่ถือว่าเป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าติดตามชมตั้งแต่สัปดาห์แรกเลยทีเดียว คือการพบกันระหว่าบาเลนเซีย ทีมที่คว้าอันดับที่ 4 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เปิดรังเมสตาญ่า สเตเดี้ยมพบกับแอตเลติโก มาดริด ทีมที่กำลังมาแรงในฤดูกาลนี้ และเป็นรองแชมป์ของลา ลีก้าสเปนเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย โดยเกมนั้นแข่งขันกันในวันจันทร์ที่เป็นเกมรองสุดท้ายประจำสัปดาห์

เกมในวันนั้นบาเลนเซียมาเล่นในระบบ 4-4-2 โดยมาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล กุนซือคนเก่งของทีมวางเอเซเกล การาย กองหลังอาร์เจนไตน์ยืนตับคู่กับกาเบรี้ยล เปาลิสต้า อดีตกองหลังของอาร์เซน่อลเป็นปราการหลังตัวกลาง แบ็คซ้ายเป็นโฮเซ่ กาย่าตามเดิม ส่วนแบ็คขวาเป็นทางคริสเตียโน่ ปิคคินี่ นักเตะใหม่ชาวอิตาเลี่ยนที่ดึงมาจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน แดนกลางมีการ์ลอส โซแลร์ ดาวรุ่งอนาคตไกลของทีมยืนเป็นปีกขวา และมีดาเนี่ยล วาสส์ ดาวเตะเดนมาร์กเล่นทางซ้าย คู่กองกลางคือดาเนี่ยล ปาเรโฆ่ ที่เป็นกัปตันทีม คู่กับกอฟฟี่ ก็องด็อกเบีย กองกลางฝรั่งเศส ส่วนกองหน้ามีโรดริโก้ โมเรโน่ กองหน้าทีมชาติสเปน เล่นร่วมกับซานติ มิน่า เหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ทางด้านดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือแอตเลติโก มาดริด วางระบบเก่ง 4-4-2 เหมือนเคย โดยมีการปรับแผงหลังจากนัดยูฟ่า ซุเปอร์ คัพเล็กน้อย โดยเอาเฟลิเป้ ลุยซ์ แบ็คซ้ายบราซิลลงสนามในนัดนี้ ส่วนที่เหลือมีดิเอโก้ โกดิน เล่นกับสเตฟาน ซาวิชเป็นตัวกลาง และฆวนฟราน ดาวเตะตัวเก๋าเป็นแบ็คขวา กองกลางมีซาอูล นิเกซ จับคู่กับโกเก้ ปีกทั้งสองข้างเป็นโตมาส์ เลอมาร์ กับอังเคล กอร์เรอา ส่วนคู่หน้ายังเป็นอองตวน กรีซมันน์ กับดิเอโก้ คอสต้าเช่นเดิม

รูปเกมถือว่าสนุกสูสีมากทีเดียว แต่ว่าทีมเยือนมาได้ประตูออกนำจากจังหวะดักล้ำหน้าพลาดของคริสเตียโน่ เป็คคินี่ กองหลังเจ้าถิ่น ทำให้อังเคล กอร์เรอา หลุดเข้าไปยิงจ่อๆ ให้ทีมเยือนครึ่งนำในครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังเป็นทีมเจ้าถิ่นที่แก้เกมมาดี และมาตีเสมอได้สำเร็จจากจังหวะที่ดิเอโก้ โกดินโหม่งสกัดพลาด ทำให้โรดริโก้ โมเรโน่ได้ยิงโล่งๆ ตีเสมอเป็น 1-1 และจบลงด้วยสกอร์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังของแอตเลติโก มาดริด หากว่าเป้าหมายของเขาคือการขยับขึ้นไปเป็นผู้ท้าชิงกับบาร์เซโลน่าอย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้

วิบากกรรมของบิลเบา

    การย้ายทีมของเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติสเปน ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอตเลติก บิลเบา ทีมดังจากแคว้นบาสก์ของสเปนโดนกระทำเป็นครั้งแรกแต่อย่างใด แต่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ได้มากที่สุดของสโมสรแห่งนี้ในการโดนจ่ายค่าฉีกสัญญาจากทีมยักษ์ใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็โดนกระทำแบบนี้มาแล้วกับนักเตะของพวกเขาหลายคน

เริ่มตั้งแต่ฆาบี มาร์ติเนซ กองกลางตัวรับที่โดนบาเยิร์น มิวนิค ทีมดังแห่งศึกบุนเดสลีก้าในเยอรมันจ่ายค่าฉีกสัญญา 40 ล้านยูโรคว้าตัวไปร่วมทีมเมื่อเดือนสิงหาคม 2012 ซึ่งตอนนั้นมาร์ติเนซกำลังเป็นกำลังสำคัญของทีมในวัย 23 ปีด้วย แต่หลังจากย้ายไปแล้ว เขาก็ถูกเป็ป กวาดิโอล่าปรับไปเล่นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางแทน และแทบไม่ได้กลับมาเล่นในตำแหน่งกองกลางเลยจนถึงปัจจุบัน คนต่อมาคืออันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางห้องเครื่องอดีตทีมชาติสเปน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจ่ายค่าฉีกสัญญา 36 ล้านยูโรคว้าตัวไปร่วมทีมเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่เข้ามาคุมทีม “ปีศาจแดง” เป็นฤดูกาลแรก และเขาก็เป็นตัวหลักในยุคของอาจารย์หลุยส์โดยตลอด ก่อนจะเริ่มมาตกเป็นตัวสำรองในการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่

ไอเมริค ลาปอร์ก ปราการหลังชาวฝรั่งเศส คือนักเตะคนที่ 2 ที่เป็ป กวาดิโอล่า ทำการตัดสินใจจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับแอตเลติก บิลเบา ก่อนหน้านี้ก็คือฆาบี มาร์ติเนซในตอนที่คุมบาเยิร์น มิวนิคนั่นเอง โดยครั้งนี้พอย้ายมาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ตัดสินใจดึงกองหลังบิลเบาไปร่วมทีมอีกครั้ง แต่คราวนี้ต้นสังกัดใหม่ของเขาต้องลงทุนหนักถึง 65 ล้านยูโร ถึงจะได้กองหลังวัย 23 ปีไปร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และคนล่าสุดก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วคือเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักาประตูมือ 2 ของทีมชาติสเปน รองจากดาบิด เด เกอานั่นเอง ซึ่งกลายเป็นผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกภายในชั่วข้ามคืนด้วยราคา 80 ล้านยูโร ซึ่งเท่ากับเป็นนักเตะรายที่ 4 ของแอตเลติก บิลเบาแล้วที่โดนทุ่มเงินจ่ายค่าฉีกสัญญาออกจากถิ่นซาน มาเมส โดยบิลเบาได้เงินจากการโดนฉีกสัญญา 4 นักเตะนี้ไปทั้งสิ้น 221 ล้านยูโร ซึ่งพวกเขาได้เงินน้อยกว่าที่บาร์เซโลน่าต้องเสียเนย์มาร์ กองหน้าระดับซุปตาร์ไปให้กับปารีส แซงต์ แชร์กเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ เพราะปีก่อนบาร์เซโลน่าได้ค่าฉีกสัญญามาถึง 222 ล้านยูโร

ค่าฉีกสัญญา

     เป็นเรื่องราวใหญ่โตกันมาแล้วกับกรณีการมีค่าฉีกสัญญาของนักเตะในสเปน โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสได้ทำกรณีศึกษามาแล้ว ด้วยการทุ่มเงินจำนวน 222 ล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนค่าฉีกสัญญาของเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ชาวบราซิเลี่ยนของบาร์เซโลน่าพอดี และทำให้บาร์เซโลน่าไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอในเงินจำนวนนี้ได้ตามเงื่อนไขในสัญญาที่จะต้องระบุว่าราคาขั้นต่ำที่สามารถฉีกสัญญานักเตะได้ ซึ่งจะใช้กันแค่บางประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะทีมในลา ลีก้าสเปนต้องเงื่อนไขข้อนี้ในสัญญาของนักเตะทุกคน เนื่องจากเป็นข้อกฏหมายของประเทศสเปนด้วย ทำให้บาร์เซโลน่าเสียหายมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากเป็นการตั้งราคาค่าฉีกสัญญาระดับสุดยอดนักเตะอย่งเนย์มาร์ในราคาที่ถึงแม้ว่าจะสูงมากแล้วก็ตาม แต่ระดับมหาเศรษฐีจากอาหรับแล้วมันถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ ทำให้พวกเขาต้องเสียนักเตะออกจากทีมไปแบบหดมทางรั้ง และไม่สามารถป้องกันได้เลย

ในทางกลับกันมันก็ไม่ใช่จุดอ่อนซักทีเดียวกับการมีกฏข้อบังคับข้อนี้ในสัญญา เนื่องจากบางทีอาจจะใช้มันในการหาผลประโยชน์ให้กับทีมก็ได้ ซึ่งนั่นก็คือการตั้งราคาค่าฉีกสัญญาให้มีจำนวนสูงๆ ไว้ หรือเว่อร์ๆ ไปเลยแบบที่เรอัล มาดริดชอบทำกับบรรดานักเตะของพวกเขา ทั้งกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลูก้า โมดริช ที่พวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 700 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สามารถตั้งได้ เพราะว่ามันก็ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ไม่ให้เกินเท่าไหร่แต่อย่างใด

บางทีการตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ในจำนวนเงินที่ต่ำบางทีก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด หากนักเตะยังไม่ได้ต้องการอยากจะย้ายออกจากทีมในเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่นแอตเลติโก มาดริด ตั้งค่าฉีกสัญญานักเตะไว้ที่ประมาณ 100 ล้านยูโร กับทางอองตวน กรีซมันน์ ที่ถือว่าเป็นนักเตะระดับโลกไปแล้ว และราคาค่าตัว 100 ล้านยูโรในตลาดซื้อขายนักเตะตอนนี้ถือว่าไม่แพงเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีใครมาพราเขาออกจากทีม “ตราหมี” ไปได้ เนื่องจากเขายังอยากค้าแข้งกับแอตเลติโก มาดริดต่อไปก่อน ทำให้ทีมต่างๆ ที่ถึงแม้ว่าจะยื่นข้อเสนอมาเป็นจำนวนเงินที่ทำให้แอตเลติโก มาดริดต้องตอบตกลงก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะได้เสมอไป หากนักเตะยังต้องการอยู่กับสโมสรนั้นๆ อยู่ แต่กับทีมระดับกลางๆ ที่มักตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ประมาณ 40 ล้านยูโรก็มักจะโดนสอยนักเตะไปเป็นประจำอยู่แล้ว

ท็อป 3

    ในลีกสูงสุดของแต่ละประเทศก็จะมียักษ์ใหญ่ที่เป็นทีมชั้นนำของประเทศนั้นๆ ที่จะเป็นมหาอำนาจลูกหนังในประเทศ อย่างในศึกพรีเมียร์ลีกที่สมัยก่อนจะมีทีมชั้นนำที่ถูกเรียกว่าบิ๊ก 4 แต่ตอนนี้ก็มีการขยายอำนาจออกมากเป็นบิ๊ก 6 ซึ่งทำให้การเบียดแย่งแชมป์กันสนุกมากยิ่งขึ้น แต่ในศึกลา ลีก้าสเปนนั้นจากแต่ก่อนที่จะมีเพียงเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่าที่จะเป็น 2 มหาอำนาจลูกหนังของประเทศที่มาจาก 2 ขั้วทางการเมืองด้วย ทำให้มีความน่าสนใจเสมอเวลาต้องขับเคี่ยวกัน โดยในช่วงก่อนหน้านี้ก็จะมีทีมที่ผลัดเปลี่ยนกันแทรกขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงในการแย่งแชมป์บ้าง หรือโผล่มาเป็นอันดับที่ 3 ของลีกบ้างเป็นระยะ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน และต้องตกลงไปตามกาลเวลา แต่ในระยะหลังมานี้มีแอตเลติโก มาดริดที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ต่อกรที่สร้างความลำบากให้กับ 2 มหาอำนาจลูกหนังอยู่ตลอดหลังจากที่พวกเขามีดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีม ซึ่งตั้งแต่อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่ามาคุมทีม “ตราหมี” นั้น เขาไม่เคยพาทีมตกลงไปเกินอันดับที่ 3 ของตารางเลย ทำให้ตอนนี้ถูกมองว่าพวกเขาจะกลายเป็นทีมที่ 3 ที่จะครองความยิ่งใหญ่ในสเปน และในยุโรปด้วย

ฤดูกาลนี้ก็เช่นกันที่ 3 อันดับแรกของตารางลา ลีก้า สเปนก็คงจะเป็นหน้าเดิมอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าใครจะอยู่อันดับไหนตอนจบฤดูกาลเท่านั้น โดยมีทางเรอัล มาดริดที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วถูกแอตเลติโก มาดริดแซงขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ได้สำเร็จ และในฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งถูกมองว่าไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย เนื่องจากพวกเขาต้องเสียหัวเรือใหญ่อย่างซีเนอดีน ซีดาน รวมถึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงที่กลายเป็นตำนานของสโมสรออกจากทีมไปพร้อมกันด้วย ทำให้น่าจะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน ส่วนอีก 2 ทีมอย่างบาร์เซโลน่า และแอตเลติโก มาดริด ต่างมีการเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะแอตเลติโก มาดริด ที่เหมือนจะมีเป้าหมายในการโค่นบัลลังค์ของ 2 ยักษ์ใหญ่ในฤดูกาลนี้ ด้วยการใช้งบประมาณไปเกิน 100 ล้านยูโรในการเสริมทีมในตลาดรอบนี้ รวมถึงยังสามารถรั้งอองตวน กรีซมันน์ กองหน้าตัวเก่งที่ไปได้แชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติฝรั่งเศสมาด้วย ให้อยู่กับทีมต่อไปได้อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าดาวเตะวัย 27 ปีจะย้ายออกจากทีมมาโดยตลอด

ความโหดของ MSN

    ก่อนหน้านี้บาร์เซโลน่าเคยมีกองหน้า 3 ประสานที่เป็นยุครุ่งเรื่องของพวกเขา และไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งได้รวมกันกว่า 100 ประตูในแต่ละฤดูกาล โดยมีลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ที่เป็นตัวแทนของ M หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่พวกเขาไปซื้อมาจากลิเวอร์พูล เป็นตัวแทนของ S และเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่ไปซื้อตัวมาจากซานโตส ทีมในบราซิลเป็นตัวแทนของ N ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และอันตรายเป็นที่สุด ตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งด้วยกันในถิ่นคัมป์ นู ซึ่งบรรดาแฟนบอลและนักข่าวเป็นคนตั้งฉายาให้เพื่อไปคล้องกับโปรแกรมแชตในยุคเก่า MSN Mesenger นั่นเอง โดยหลังจากนั้นก็ได้มีแฟนบอลไปตั้งตัวย่อให้กับ 3 กองหน้าของเรอัล มาดริด ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลว่า BBC ซึ่งมาจาก 3 กองหน้าของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นนั่นเอง ที่ประกองไปด้วยคาริม เบนเซม่า กองหน้าชาวฝรั่งเศส แกเร็ธ เบล ปีกทีมชาติเวลส์ที่เคยเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกอยู่พักหนึ่งด้วย และตัว C คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง ซึ่ง BBC ก็เป็นตัวย่อของสำนักข่าวชื่อดังของประเทศอังกฤษนั่นเอง ซึ่งก็มีการเปรียบเทียบผลงาน และสถิติการทำประตูรวมกัน แต่ก็ไม่สามารถสู้ 3 ประสาน MSN ของบาร์เซโลน่าได้อย่างแน่นอน ซึ่งลองมาดูสถิติที่ MSN ทำได้

ฤดูกาล 2014-2015 ซึ่งเป็นฤดุกาลแรกของหลุยส์ ซัวเรซกับบาร์เซโลน่า ซึ่งเขายังต้องปรับตัว แต่ก็ทำไปได้ถึง 25 ประตูกับอีก 21 แอสซิสต์ ส่วนเนย์มาร์ถือเป็นฤดูกาลที่ 2 ของเขาแล้ว โดยทำได้ถึง 39 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ ส่วนลิโอเนล เมสซี่ ทำได้ถึง 58 ประตูกับอีก 27 แอสซิสต์เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2015-2016 หลังจากที่มีการปรับตัว และเล่นด้วยกันมาแล้ว 1 ฤดุกาล หลุยส์ ซัวเรซกลายเป็นดาวซัลโวของทีมทันที เมื่อทำได้ถึง 59 ประตูกับอีก 22 แอสซิสต์ ส่วนลิโอเนล เมสซี่ลดมาเหลือ 41 ประตู 23 แอสซิสต์ และทางเนย์มาร์ 31 ประตู 20 แอสซิสต์

และฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของสามประสานในตำนาน โดยเนย์มาร์ทำได้ 20 ประตู 21 แอสซิสต์ หลุยส์ ซัวเรซ 37 ประตู 16 แอสซิสต์ และลิโอเนล เมสซี่ 54 ประตู 16 แอสซิสต์ ซึ่งทั้งสามฤดูกาลนี้อยู่ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้จัดการทีมหนุ่มที่ก็ออกจากบาร์เซโลน่าทันที หลังจากจบฤดูกาลนั้น และหลังจากนั้นเนย์มาร์ก็ถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวไปร่วมทีม และกลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลในช่วงนั้นไปเลย

ย้อนรอยซัมเมอร์ปี 1996

    วิวัฒนาการการซื้อขายนักเตะในโลกของฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะจากเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วที่นักเตะหนึ่งคนมูลค่าถึง 200 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อสโมสรฟุตบอลได้เลยด้วยซ้ำ แต่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงกลับนำเงินมาคว้าตัวเนย์มาร์เพียงรายเดียวเท่านั้น และหากย้อนไปเมื่อซัมเมอร์ปี 1996 เงินจำนวนที่ซื้อเนย์มาร์นี้เป็นจำนวนที่ทั้ง 20 สโมสรในลา ลีก้า สเปนใช้ซื้อนักเตะทั้ง 20 ทีมเลยด้วยซ้ำ และหากดูชื่อแต่ละคนแล้วจะรู้เลยว่าค่าตัวนักเตะสมัยก่อนนั้นถูกแค่ไหน

โรนัลโด้ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนที่บาร์เซโลน่าไปซื้อมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น 12.8 ล้านปอนด์ เป็นนักเตะที่แพงที่สุดของซัมเมอร์นั้นในการย้ายมาเล่นในสเปน อันดับ 2 คือเปแดร็ก มิยาโตวิช กองหน้ายูโกสลาเวียที่ย้ายจากบาเลนเซียข้ามฟากมาเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวเพียง 6.4 ล้านปอนด์เท่านั้น และเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าไปสอยริวัลโด้ เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยนเพียง 5.4 ล้านปอนด์เท่านั้น ที่ต่อมาดาวเตะเหล่านี้เป็นนักเตะระดับโลกทั้งนั้น ส่วนอันดับอื่นๆ คือวาเลรี่ คาร์ปิด ดาวอร์ ซูเค่อร์ ฟินิดี้ จอร์จ จิโอวานนี่ โรมาริโอ วิคเตอร์ บาย่า และคลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ดาวเตะรดับตำนานชาวดัตช์ที่มีค่าตัวเพียง 3.2 ล้านปอนด์เท่านั้น และนี่คือ 10 อันดับนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดที่ย้ายมาค้าแข้งในลา ลีก้า สเปนเมื่อซัมเมอร์ปี 1996 ซึ่งทั้งลีกรวมกัน 20 ทีม ลีกดังของสเปนใช้เงินซื้อนักเตะไปเพียง 128 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เรอัล มาดริดขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไปให้ยูเวนตุสเพียงรายเดียวก็เกือบจะเท่ากันแล้วในยุคนี้ ซึ่งเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในวัย 33 ปีแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังขายได้ราคาอยู่ ซึ่งในเรื่องของการตลาดมีส่วนทำให้ราคาค่าตัวนั้นเปลี่ยนไปมากด้วย ซึ่งต่างจากเมื่อปี 96 มากที่ยังไม่ค่อยมีการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องในยุคนั้น

12.8 ล้านปอนด์ที่เป็นค่าตัวของโรนัลโด้ สุดยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล เป็นราคาที่โคตรคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และหากมองขึ้นมาในยุคนี้ ราคานี้ที่ยังไม่ถึงครึ่งของที่บาร์เซโลน่าซื้อมัลค่อม ดาวเตะโนเนมมาจากบอร์กโดซ์ด้วยซ้ำ ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบความสามารถของโรนัลโด้ที่ขึ้นมาใหม่ตอนนั้นก็คงจะประมาณที่บาร์เซโลน่าไปซื้ออุสมาน เดมเบเล่มาจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วนั่นแหละ แต่กรณีโรนัลโด้เขาพิสูจน์ไปแล้วว่าเป็นตำนาน ส่วนเดมเบเล่นั้นยังไม่ไปไหนจากปีที่แล้วเลย

ข้อมูลโดย live22 เว็บไซต์ชื่อดัง

 

ทำความรู้จัก 3 น้องใหม่ลา ลีก้า

    ศึกลา ลีก้า สเปน ก็เหมือนกับหลายๆ ลีกในยุโรปที่มีการตกชั้น 3 ทีม และมีการเลื่อนขั้นกลับขึ้นมาจากลีก้า อเดลันเต้ โดยมีการเพลย์ออฟที่คล้ายๆ กับแชมเปี้ยนชิปที่เป็นลีกรองของอังกฤษเช่นกัน และเราจะมาทำความรู้จักกับ 3 ทีมน้องใหม่ในศึกลา ลีก้า สเปนในฤดูกาลนี้กันว่ามีทีมอะไรบ้าง และมีใครที่โดดเด่นในแต่ละทีม

ราโย บาเญกาโน่ ที่เป็นทีมแชมป์ของลีก้า อเดลันเต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาตกจากลา ลีก้า สเปนลงไปเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อนในปี 2016 และใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้นในการกลับมาสู่ลีกสูงสุดของสเปนอีกครั้ง โดยตอนนี้พวกเขามีมิเชล กุนซือหนุ่มวัย 42 ปีเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งเขาเคยเป็นทั้งนักเตะ และเคยคุมทีมเยาวชนแล้วถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว นักเตะคนสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้จะเป็นออสก้าร์ เทรโฮ่ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ที่ทำได้ 12 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ฮูเอสก้า คงไม่ค่อยคุ้นหูกับแฟนบอลนัก เนื่องจากเป็นครั้งแรกของสโมสรที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศ โดยพวกเขาจบอันดับสองเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยมีรูบี้ กุนซือหนุ่มเป็นคนพาทีมเลื่อนชั้นมา แต่กลับถูกเอสปันญ่อลดึงตัวไปคุมทีมแล้ว ทำให้พวเขาต้องดึงลีโอ ฟรานโก้ อดีตนายด่านของทีมแอตเลติโก มาดริด และเคยเล่นกับทีมเองมาเป็นกุนซือแทน โดยนักเตะตัวเก่งของพวกเขาคือชูโช่ เอร์นานเดสที่ยังได้ยืมตัวมาจากวัตฟอร์ดในอังกฤษ และกอนซาโล่ เมเลโร่ ที่ทำได้คนละ 16 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เรอัล บาญาโดลิด เป็นทีมที่จบอันดับที่ 5 แต่สามารถเพลย์ออฟเอาชนะมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการกลับมาเล่นในลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยมีเซร์คิโอ กอนซาเลซ คุมทีมพาเลื่อนชั้นขึ้นมา หลังจากรับตำแหน่งได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่กลับทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการชนะ 8 จาก 12 นัดที่คุมทีม แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาต้องเสียไฆเม่ มาต้า กองหน้าตัวเก่งที่เป็นดาวซัลโวของลีกด้วยการยิงถึง 33 ประตูให้กับเกตาเฟ่ไปแล้ว ทำให้ทีมเหลือเพียงออสก้าร์ ปลาโน่ กองกลางจอมแอสซิสต์เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาส่งให้เพื่อนทำประตูไปถึง 8 ครั้งเลยทีเดียว ทำให้พวกเขาถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่จะต้องตกชั้นไปเล่นในลีกรองอีกครั้งในฤดูกาลหน้า โดยมีฮูเอสก้าเป็นตัวเต็งร่วมกันมา

กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก

    เมื่อไม่นานมานี้พึ่งมีการทำลายสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปหมาดๆ โดยสถิติเก่าเป็นของจานลุยจิ บุฟฟ่อน อดีตนายประตูทีมชาติอิตาลี ที่ตอนนั้นย้ายจากปาร์ม่ามาร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อเดือนกรกฏาคมปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านยูโร และสถิตินี้ยั่งยืนมานานกว่า 17 ปีถึงแม้ว่าตลาดซื้อขายนักเตะจะเริ่มเฟ้อขึ้นก็ตาม แต่สถิติก็ยังอยู่เรื่อยมาจนมาถึงเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาสถิติดังกล่าวก็ถูกทำลายลงจนได้เมื่ออลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลย้ายจากโรม่ามาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวถึง 72.5 ล้านยูโร ซึ่งทำลายสถิติเดิมอย่างขาดลอยถึง 20 ล้านยูโรเลยทีเดียว แต่นี่เป็นเพียงสถิติแรกเท่านั้นที่จะถูกทำลาย เพราะแนวโน้มในตลาดซื้อขายนักเตะยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ได้อีก โดยเฉพาะค่าตัวนักเตะในตำแหน่งต่างๆ ที่เคยเป็นสถิติสูงสุดอยู่ น่าจะโดนทำลายได้ในไม่ช้านี้ โดยเฉพาะตำแหน่งกองหลังที่มีนักเตะคนหนึ่งกำลังมาแรงมากๆ และคาดว่าค่าตัวน่าจะเป็นสถิติกองหลังที่แพงที่สุดอย่างแน่นอนหากย้ายทีมภายใน 1-2 ปีนี้ นั่นก็คือคาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังทีมชาติเซเนกัลของนาโปลีนั่นเอง ที่กำลังถูกยกย่องและจับตามองจากบรรดานักข่าวและแฟนบอลว่าแข็งแกร่งที่สุดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ณ ตอนนี้

สถิติเดิมที่เป็นกองหลังที่แพงที่สุดในตอนนี้คือเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาตฮอลแลนด์ที่ลิเวอร์พูลไปซื้อมาจากเซาต์แธมตันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งด้วยฝีเท้าและการยอมรับจากเกจิในวงการฟุตบอลต่างๆ ถือว่าดีลนี้แพงเกินเบอร์ไปมากๆ และต่างมองกันว่าขนาดเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ยังราคาขนาดนี้ คาลิดู คูลิบาลี่ ในวัย 27 ปีของนาโปลีก็คงจะราคามากกว่านี้แน่ๆ เพราะออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรนาโปลีขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเขี้ยวด้วย และมักจะขายนักเตะได้ในราคาแพงเสมอๆ ส่วนอีกรายหนึ่งที่หากมีการย้ายทีมจะต้องแพงทะลุ 100 ล้านยูโรแน่ๆ  คืราฟาเอล วาราน ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสของเรอัล มาดริด ในวัย 25 ปีเขาถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาได้ทั้งแชมป์โลกมาแล้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 4 สมัย ลา ลีก้าอีก 2 สมัย รวมถึงแชมป์สโมสรโลกอีก 3 สมัย แต่โอกาสย้ายทีมของเขาถือว่าเป็นไปได้ยากหากเรอัล มาดริดยังครองความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้