กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก

    เมื่อไม่นานมานี้พึ่งมีการทำลายสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปหมาดๆ โดยสถิติเก่าเป็นของจานลุยจิ บุฟฟ่อน อดีตนายประตูทีมชาติอิตาลี ที่ตอนนั้นย้ายจากปาร์ม่ามาร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อเดือนกรกฏาคมปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านยูโร และสถิตินี้ยั่งยืนมานานกว่า 17 ปีถึงแม้ว่าตลาดซื้อขายนักเตะจะเริ่มเฟ้อขึ้นก็ตาม แต่สถิติก็ยังอยู่เรื่อยมาจนมาถึงเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาสถิติดังกล่าวก็ถูกทำลายลงจนได้เมื่ออลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลย้ายจากโรม่ามาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวถึง 72.5 ล้านยูโร ซึ่งทำลายสถิติเดิมอย่างขาดลอยถึง 20 ล้านยูโรเลยทีเดียว แต่นี่เป็นเพียงสถิติแรกเท่านั้นที่จะถูกทำลาย เพราะแนวโน้มในตลาดซื้อขายนักเตะยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ได้อีก โดยเฉพาะค่าตัวนักเตะในตำแหน่งต่างๆ ที่เคยเป็นสถิติสูงสุดอยู่ น่าจะโดนทำลายได้ในไม่ช้านี้ โดยเฉพาะตำแหน่งกองหลังที่มีนักเตะคนหนึ่งกำลังมาแรงมากๆ และคาดว่าค่าตัวน่าจะเป็นสถิติกองหลังที่แพงที่สุดอย่างแน่นอนหากย้ายทีมภายใน 1-2 ปีนี้ นั่นก็คือคาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังทีมชาติเซเนกัลของนาโปลีนั่นเอง ที่กำลังถูกยกย่องและจับตามองจากบรรดานักข่าวและแฟนบอลว่าแข็งแกร่งที่สุดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ณ ตอนนี้

สถิติเดิมที่เป็นกองหลังที่แพงที่สุดในตอนนี้คือเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาตฮอลแลนด์ที่ลิเวอร์พูลไปซื้อมาจากเซาต์แธมตันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งด้วยฝีเท้าและการยอมรับจากเกจิในวงการฟุตบอลต่างๆ ถือว่าดีลนี้แพงเกินเบอร์ไปมากๆ และต่างมองกันว่าขนาดเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ยังราคาขนาดนี้ คาลิดู คูลิบาลี่ ในวัย 27 ปีของนาโปลีก็คงจะราคามากกว่านี้แน่ๆ เพราะออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรนาโปลีขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเขี้ยวด้วย และมักจะขายนักเตะได้ในราคาแพงเสมอๆ ส่วนอีกรายหนึ่งที่หากมีการย้ายทีมจะต้องแพงทะลุ 100 ล้านยูโรแน่ๆ  คืราฟาเอล วาราน ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสของเรอัล มาดริด ในวัย 25 ปีเขาถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาได้ทั้งแชมป์โลกมาแล้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 4 สมัย ลา ลีก้าอีก 2 สมัย รวมถึงแชมป์สโมสรโลกอีก 3 สมัย แต่โอกาสย้ายทีมของเขาถือว่าเป็นไปได้ยากหากเรอัล มาดริดยังครองความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้

เบติส ผู้ท้าชิงอันดับ 4

            เรอัล เบติส ทีมดังจากแคว้นอันดาลูเซียของประเทศสเปน ถือว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จทีมหนึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการจบถึงอันดับ 6 ของลา ลีก้า สเปน และได้โวต้าไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย โดยเก็บได้ถึง 60 คะแนนจาก 38 นัด และมีอันดับเหนือทีมร่วมแคว้นอันดาลูเซียอย่างเซบีญ่าได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมาก โดยการจบอันดับที่ 6 ของตารางเป็นการจบอันดับดีที่สุดนับจากฤดูกาล 2004-2005 ที่เคยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับกิเก้ เซเตียน กุนซือชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกเท่านั้น แต่สามารถพาทีมชนะได้ถึง 18 นัดในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งกุนซือวัย 59 ปี ทำให้เรอัล เบติสกลายเป็นทีมที่เล่นได้สนุกทีเดียว และมีผลงานชิ้นโบว์แดงคือการพาทีมบุกเอาชนะเรอัล มาดริดถึงถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวได้ 1-0 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใครยาวนานของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในช่วงนั้นด้วย

การที่ทีมผลงานดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้นักเตะแต่ละรายโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย และทำให้ตกเป็นเป้าหมายของทีมยักษ์ใหญ่ที่อยากจะคว้าตัวไปร่วมทีม โดยซัมเมอร์นี้พวกเขาต้องเสียฟาเบียน รุยซ์ กองกลางตัวหลักของทีมไปให้กับนาโปลี ทีมชั้นนำในกัลโช่ เซเรีย อา ที่ทุ่มเงินถึง 30 ล้านยูโรคว้าตัวไปร่วมทีม แต่พวกเขาก็แก้ไขสถานการณ์ได้ไม่เลวทีเดียว เมื่อไปคว้าวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติโปรตุเกสของสปอร์ติ้ง ลิสบอนเข้ามาแทนที่ ด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร และยังได้อันโตนิโอ บาร์รากาน แบ็คขวาตัวเก๋ามาจากมิดเดิ้ลสโบรท์ในราคาสุดถูกอีกด้วย และนอกจากนั้นพวกเขายังได้นักเตะคุณภาพเข้ามาแบบไม่เสียค่าตัวอีกหลายราย ทั้งเซร์คิโอ กานาเลส เพลย์เมคเกอร์ชาวสเปนจากเรอัล โซเซียดาด โจเอล โรเบลส นายประตูจากเอฟเวอร์ตัน ทากาชิ อินูอิ ตัวริมเส้นทีมชาติญี่ปุ่นจากเออิบาร์ ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ด้วยการซัดสุดสวยใส่ทีมชาติเบลเยี่ยมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งมาบวกกับนักเตะที่พวกเขามีอยู่แล้วอย่างฆัวกิน ซานเชส อันเดรส กวาดาร์โด้ 2 นักเตะตัวเก๋า รวมถึงอันโตนิโอ ซานาเบรีย กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติปารากวัยด้วยแล้ว ทำให้พวกเขามีขุมกำลังที่ดีทีเดียว ที่จะได้ลุ้นอันดับที่ 4 เพื่อโควต้าในการไปเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า

 

ชปล.พื้นที่สุดท้าย

    ถึงแม้ว่าศึกลา ลีก้า สเปน จะได้โควต้าถึง 4 ทีมที่จะได้ไปเตะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนจะมีทีมที่จองโควต้าไปแล้วถึง 3 ทีมในระยะหลังมานี้ โดยเป็นทางเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า ที่จองโควต้าไปเล่นบอลถ้วยใบใหญ่ของยุโรปมาโดยตลอด และมีแอตเลติโก มาดริดของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่สามารถพาทีม “ตราหมี” ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้โดยตลอด หลังจากเข้าคุมทีมเมื่อปี 2011 ทำให้เหลือพื้นที่อีกแค่เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น คืออันดับที่ 4 ที่ยังว่าง และยังไม่มีใครจองอันดับนี้แบบเป็นล่ำเป็นสันเหมือนดั่ง 3 อันดับบนของตาราง

ทีมที่อยู่ในข่ายที่จะได้ลุ้นอันดับที่ 4 ของแต่ละฤดูกาลก็จะมีเซบีญ่า ทีมที่เคยเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกถึง 3 สมัยซ้อนในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่จะได้ป้วนเปี้ยนอยู่ในอันดับบนๆ ของตารางตลอด และมีบาเลนเซียที่ก็จะเป็นขาประจำบนหัวตารางเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีหลุดไปอยู่กลางตารางบ้างในบางฤดูกาล ส่วนทีมที่กำลังมาแรงก็คือเรอัล เบติส ทีมจากแคว้นอันดาลูเซียเช่นเดียวกับเซบีญ่า และอีกทีมหนึ่งก็คือบียาร์เรอัล ทีมที่เคยอยู่บนหัวตารางมาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งอันดับ 4 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกฤดูกาลในระยะหลัง และฤดูกาลนี้ก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะนอกจาก 3 ทีมอย่างเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า และแอตเลติโก มาดริด ที่เหมือนจะเหนือกว่าทีมอื่นจนเหมือนอยู่กันคนละลีกแล้ว ทีมที่รองลงมาก็สูสีใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียวโดยปีนี้ก็ยังเป็นบาเลนเซียที่ยังดูมีภาษีดีกว่าที่จะคว้าอันดับ 4 มาครองได้ เนื่องจากทีมอื่นๆ ต่างก็เสียตัวหลักออกจากทีมไป ทำให้ทีมอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนฤดูกาลที่แล้วก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นบาเลนเซียที่คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ เนื่องจากมีช่วงที่เก็บชัยชนะได้หลายนัดติดต่อกัน จนทำให้มีคะแนนห่างจาก 3 อันดับแรกไม่มากนัก

การที่ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากจะได้เกียรติยศของสโมสรแล้ว สิ่งที่จะตามมาด้วยก็คือเงินค่าสปอนเซอร์ต่างๆ รวมถึงลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่จะได้จากทางยูฟ่า ทั้งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์ต่างๆ จากทางยูฟ่าด้วย ทำให้จะได้เงินมหาศาลเข้าสู่สโมสร ซึ่งจะทำให้มีเงินมาหวุนเวียนจ่ายค่าเหนื่อย และซื้อตัวนักเตะในฤดูกาลต่อๆ ไปด้วย

แผงกองหลัง “ตราหมี”

            ทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ในยุคการคุมทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเป็นทีมที่มีแนวรับที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด ตั้งแต่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีมในเมืองหลวงของสเปนเมื่อปี 2011 โดยซิเมโอเน่สามารถทำให้แอตเลติโก มาดริดกลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีกได้ถึง 5 ฤดูกาล จาก 7 ฤดูกาลที่เขาคุมทีม และยังสามารถพาทีมเป็นแชมป์ลา ลีก้า สเปนได้ 1 ครั้งอีกด้วยในฤดูกาล 2013-2014

ด้วยสไตล์การเล่นของแอตเลติโก มาดริด ที่แทบจะถอดแบบมาจากสไตล์การเล่นของตัวกุนซือสมัยที่เป็นนักเตะทั้งกับอินเตอร์ มิลาน ลาซิโอ หรือกับแอตเลติโก มาดริดเอง ที่มีทั้งความดุดัน ไม่กลัวใครหน้าไหน การเข้าสกัดที่รุนแรงและแม่นยำ ซึ่งถ่ายทอดมาให้ลูกทีมได้อย่างชัดเจน รวมถึงความเขี้ยวลากดินในเกมการเล่นด้วย ซึ่งในแนวรับของดิเอโก้ ซิเมโอเน่จะมีดิเอโก้ โกดิน ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัย ที่ปัจจุบันเป็นกัปตันทีมเป็นปราการหลังตัวหลักมาโดยตลอด แต่คู่ปราการหลังตัวกลางที่มาเล่นคู่กับเขาก็ได้มีการสับเปลี่ยนมาตลอด ไล่มาตั้งแต่หลุยส์ เปเรียอา เจา มิรานด้า โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ มาร์ติน เดมิเคลิส สเตฟาน ซาวิช และคนล่าสุดคือโฮเซ่ คิมิเนซ ปราการหลังร่วมชาติที่จับคู่กันทั้งกับสโมสรและในนามทีมชาติอุรุกวัยด้วย

ในฤดูกาลที่จะเริ่มต้นขึ้นนี้พวกเขาจะมีแผงกองหลังที่โหดสุดอีกครั้งเมื่อมีนักเตะหลายคนพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังมีผู้รักษาประตูอย่างแยน ออบรัค นายประตูทีมชาติสโลวาเกียยืนเฝ้าเสาอยู่ด้วย แบ็คขวากุนซือชาวอาร์เจนไตน์มีตัวเลือกอย่างฆวนฟราน แบ็คขวาตัวเก๋า และซิเม เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาทีมชาติโครเอเชียเป็นทางเลือก ส่วนแบ็คซ้ายมีทั้งเฟลิเป้ ลุยซ์ และลูคัส เฮอร์นานเดส แบ็คดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกคอยสแตนด์บายด้วย ส่วนปราการหลังตัวกลางคู่ตัวจริงคงจะเป็นดิเอโก้ โกดิน กัปตันทีมจับคู่กับโฮเซ่ คิมิเนซ ดาวรุ่งที่จะเป็นคู่หูทั้งกับทีมชาติและสโมสร โดยมีสเตฟาน ซาวิช กองหลังมอนเตเนโกรเป็นตัวสำรอง ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งทั่วแผงจริงๆ หากดูจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็คงจะเห็นแล้วว่าผลงานแต่ละคนนั้นสุดยอดแค่ไหน ซึ่งพวกเขาเคยเสียประตูมากที่สุดในยุคของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ คือ 46 ประตูในฤดูกาลแรกของเขา และเคยเสียน้อยที่สุดเพียง 18 ประตูเท่านั้นเมื่อฤดูกาล 2015-2016

เซบีญ่า กำลังอ่อนลง

       วัฏจักรของทีมฟุตบอล มักจะมีขึ้นมีลงอยู่เสมอ และยิ่งถ้าไม่ใช่ทีมใหญ่ที่มีเงินถุงเงินถังด้วแล้ว วงจรมันจะหมุนได้เร็วมาก โดยจะมีช่วงเวลาที่ทีมอยู่ในจุดสูงสุด และประสบความสำเร็จ โดยสำหรับทีมเล็กๆ หรือทีมระดับกลางอาจจะได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยซักรายการ แล้วจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่วงจรของความตกต่ำ โดยมันกำลังจะเริ่มเกิดขึ้นกับสโมสรเซบีญ่าแล้ว หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้ถึง 3 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2014-2016 ในยุคของอูไน อเมรี่ แต่หลังจากนั้นมา พวกเขาก็ไม่ได้เฉียดเข้าใกล้กับความสำเร็จอีกเลย เนื่องจากที่อูไน อเมรี่ ทำทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง จึงถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมง ดึงตัวไปคุมทีมยังถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์ และหลังจากนั้นมาเซบีญ่าก็เริ่มสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ โดยอาจจะมีประกายความเก่งอยู่บ้างในนัดที่พบกับทีมยักษ์ใหญ่กับเรอัล มาดริด หรือเซบีญ่า ที่พวกเขามักจะสร้างความลำบากใจให้โดยตลอด แต่ผลงานในลีกก็ไม่ค่อยคงที่ และได้มีการเปลี่ยนตัวกุนซือมาเป็นคนที่ 5 แล้ว หลังจากที่อเมรี่ออกจากตำแหน่งไป ไล่มาตั้งแต่ฮอร์เก้ ซามเปาลี เอดูอาร์โด้ เบริซโซ่ วินเชนโซ่ มอนเตลล่า ฆัวกิน กาปาร์รอส และล่าสุดกับพาโบล มาชิน กุนซือหนุ่มวัย 43 ที่จะได้คุมทีมเซบีญ่าในฤดูกาลนี้ หลังจากที่คุมทีมคิโรน่าทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งมีผลงานชิ้นโบว์แดงคือเกมที่พาคิโรน่าเอาชนะเรอัล มาดริดได้สำเร็จ โดยมาชินสามารถพาทีมน้องใหม่อย่างคิโรน่าจบอันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ โดยพาทีมเก็บได้ถึง 51 คะแนนเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องของตัวกุนซือที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตัวผู้เล่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรด้วย โดยพวกเขาต้องเสียเคลม็องต์ ล็องเล่ต์ ปราการหลังชาวฝรั่งเศสไปให้กับบาร์เซโลน่า หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเซบีญ่าได้เงิน 35 ล้านยูโรซึ่งเป็นค่าฉีกสัญญามาเป็นค่าตอบแทน และทำให้ทีมต้องไปหานักเตะใหม่เข้ามาแทน ซึ่งตอนนี้พวกเขายังไม่สามารถคว้าปราการหลังเพื่อมาทดแทนการขาดหายไปของกองหลังวัย 23 ปีได้เลย หนำซ้ำพวกเขาอาจจะต้องเสียสตีเฟ่น เอ็นซอนซี่ กองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกออกจากทีมไปอีก โดยมีอาร์เซน่อลสนใจคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งตัวนักเตะก็อยากย้ายไปหาความสำเร็จกับทีมอื่นด้วย ทำให้การทำงานของกุนซือใหม่เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก

กรีซมันน์กับ “ตราหมี”

    จบซักทีสำหรับข่าวคราวการย้ายทีมของอองตวน กรีซมันน์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ที่ตกเป็นข่าวว่าจะย้ายออกจากทีมมาตลอดช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาประกาศด้วยตนเองว่าเขาจะยังอยู่ค้าแข้งในเมืองหลวงของสเปนต่อไปอย่างแน่นอน โดยก่อนหน้านี้เขาตกเป็นข่าวอย่างหนักกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีก และบาร์เซโลน่า คู่ปรับร่วมลีก ที่ต้องการคว้าตัวเขาไปร่วมทีม

กองหน้าสิงห์อีซ้ายวัย 27 ปี กลายเป็นตัวหลักของทีมแอตเลติโก มาดริดมาตั้งแต่ย้ายจากเรอัล โซเซียดาดมาร่วมทีม “ตราหมี” เมื่อ 4 ฤดูกาลก่อน และได้เป็นตัวหลักในแผนการทำทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือจอมเฮียบชาวอาร์เจนไตน์โดยทันที ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง และตอบแทนด้วยการทำประตูรวมทุกรายการไม่ต่ำกว่า 25 ประตูในตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และได้รับการยกย่องว่าได้กลายเป็นนักเตะระดับโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีคนที่ทำประตูในลา ลีก้า สเปนมากกว่าเขาเพียง 2 คนเท่านั้น คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่  2 ดาวดังจากทั้งเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่านั่นเอง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเขาได้เปลี่ยนคู่หูในแดนหน้ามาตลอดทุกฤดูกาล ไล่ตั้งแต่มาริโอ มานด์ซูคิช แจ็คสัน มาร์ติเนซ เควิน กาเมโร่ และล่าสุดกับดิเอโก้ คอสเต้า ซึ่งแต่ละคนที่เขาเล่นคู่ด้วยกลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก จะมีก็เพียงดิเอโก้ คอสต้าคนเดียวเท่านั้น ที่ทำผลงานได้ดีเป็นที่น่าพอใจ และน่าจะได้จับคู่กันต่อไปในฤดูกาลที่จะถึงนี้ด้วย หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้วทำผลงานได้ดีทั้งคู่ จนทำให้แอตเลติโก มาดริดคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกมาครองได้สำเร็จ โดยการเอาชนะโอลิมปิก มาร์กเซยในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 ซึ่งกรีซมันน์ทำ 2 ประตูในนัดนั้นด้วย

หลังจากที่ทำการกล่อมให้อองตวน กรีซมันน์อยู่กับทีมต่อไปได้แล้ว แอตเลติโก มาดริด ก็คว้าตัวโตมาส์ เลอมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสจากโมนาโกมาร่วมทีมทันที ตามด้วยโรดรี้ กองกลางตัวรับจากบีญาร์เรอัล เพื่อมาแทนกาบี เฟร์นานเดส กัปตันทีมคนก่อน ที่ตัดสินใจย้ายออกไปขุดทองในตะวันออกกลางแล้ว และยังเสียเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าที่เคยเป็นเด็กปั้น และขวัญใจของแฟนบอลที่ย้ายไปค้าแข้งในเจ ลีกกับซากัน โทสุแล้ว ส่วนนอกนั้นทีม “ตราหมี” ยังคงรั้งผู้เล่นสำคัญๆ ไว้ได้ทั้งหมด

“ค้างคาว” กำลังกลับมา

     หลังจากที่เคยอยู่ในยุครุ่งเรืองเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 สำหรับ “ไอ้ค้างคาว” บาเลนเซีย ในยุคการคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือคนเก่งที่พาบาเลนเซียคว้าแชมป์ลา ลีก้า สเปนได้ถึง 2 สมัย และยังได้เข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีซ้อน ในช่วงปี 2000-2001 ถึงแม้จะทำได้เพียงรองแชมป์ทั้ง 2 ครั้งก็ตาม ซึ่งในช่วงนั้นนักเตะจากบาเลนเซียได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป ทั้งกาอิซก้า เมนดิเอต้า หรือเคลาดิโอ โลเปซ ที่มีสถิติการย้ายทีมที่แพงอันดับต้นๆ ของโลก ณ เวลานั้นเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นมาพวกเขายังไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย หนำซ้ำยังมีช่วงที่ต้องเคยลุ้นหนีการตกชั้นจากลา ลีก้า สเปนด้วยซ้ำ เมื่อช่วงประมาณ 2 ปีที่แล้ว

แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดูเหมือนทีมดังจากแคว้นบาเลนเซียจะมาถูกทาง เมื่อพวกเขาคว้าตัวมาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล อดีตกุนซือของบียาร์เรอัล เข้ามาคุมทีมในถิ่นเมสตาย่า และตามมาด้วยการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกหลายราย ทั้งซิโมเน่ ซาซ่า กองหน้าทีมชาติอิตาลีจากยูเวนตุส ฟรานซิส คอเกอแล็ง และกาเบรี้ยล เปาลิสต้า  2 นักเตะจากอาร์เซน่อล รวมถึงการยืมตัวนักเตะฝีเท้าดีจากทีมอื่นๆ มาด้วย ทั้งกอนซาโล่ กูเอเดส อันเดรียส เปไรร่า ลูเซียโน่ เวียตโต้ และกอฟฟรี่ ก็องด็อกเบีย โดยพวกเขายังสามารถรั้งนักเตะตัวหลักของทีมไว้ได้ด้วยเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทำให้พวกเขามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าฤดูกาลก่อนๆ และสุดท้ายทำให้พวกเขาสามารถจบอันดับที่ 4 ได้โควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลที่จะถึงนี้อีกด้วย ทำให้พวกเขาจะมีเงินเข้าสโมสรมาหาซื้อตัวนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งน่าจะทำให้ทีมฟื้นตัว และกลับมามีความคงเส้นคงวาในระดับสูงอีกครั้ง

ซัมเมอร์นี้พวกเขายังเดินหน้าเพื่อให้ทีมมีความแข็งแกร่งต่อไป โดยตัดสินใจซื้อขาดกอฟฟรี่ ก็องด็อกเบีย กองกลางชาวฝรั่งเศสมาจากอินเตอร์ มิลาน หลังจากฤดูกาลที่แล้วทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนเป็นกำลังสำคัญของทีม แต่พวกเขาเสียเจา คันเซโล่ แบ็คขวาดาวรุ่งชาวโปรตุเกสที่ปล่อยให้อินเตอร์ มิลานยืมตัวไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับยูเวนตุสในอิตาลีด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร ซึ่งพวกเขาน่าจะเอาเงินในส่วนนี้มาซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมต่อไป ซึ่งอย่างน้อยบาเลนเซียน่าจะได้ลุ้นติดท็อปโฟร์ในฤดูกาลนี้

แม่เหล็กที่หายไป

    การจากไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่หลายอย่าง ทั้งกับสโมสรเก่าอย่างเรอัล มาดริดแล้ว ยังมีผลกระทบไปถึงลา ลีก้า สเปน ในเรื่องของการทำการตลาดให้แฟนบอลหันมาสนใจลีกสูงสุดของแดนกระทิงดุด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลยในการเรียกความสนใจจากแฟนฟุตบอลทั่วโลก ในเมื่อพวกเขามีลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้  2 สุดยอดนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกแห่งยุคค้าแข้งอยู่ในลีกของลา ลีก้า ซึ่งบรรดาแฟนฟุตบอลต่างให้ความสนใจไปโดยปริยาย รวมถึงยังเฝ้ารอศึกเอล กลาซิโก้ ที่เป็นการพบกันระหว่างบาร์เซโลน่า ที่พบกับเรอัล มาดริด เพื่อเฝ้ารอการดวลกันของสองนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกแห่งยุค ซึ่งถือเป็นคู่แม่เหล็กที่ดึงดูดให้ศึกลา ลีก้า สเปนได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

อันที่จริงทางลา ลีก้า สเปน แทบไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพราะทีมที่เสียผลประโยชน์ในด้านการตลาดที่สุดก็คือเรอัล มาดริดนั่นเอง ซึ่งทีม “ราชันย์ชุดขาว” คงต้องหาแม่เหล็กตัวใหม่เพื่อให้สามารถดึงดูดแฟนบอล และสื่อต่างๆ ให้กับมาสนใจพวกเขาให้ได้อีกครั้ง ซึ่งหากวัดกันตรงๆ คงไม่มีแบรนด์ไหนที่ดึงดูดไปกว่า CR7 ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ในเมื่อเสียไปแล้ว เรอัล มาดริดก็คงต้องหาแม่เหล็กตัวใหม่เข้ามา ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเอแดน อาซาร์ เนย์มาร์ หรือคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ซึ่งในเรื่องของความสามารถแล้ว ยอดนักเตะ 3 รายที่กล่าวมานี้ถือว่าไม่เป็นรองโรนัลโด้เท่าไหร่ แต่ในเรื่องของการทำประตูนั้น ถือว่าเป็นรองอยู่หลายขุมแน่นอน

นอกจากเรอัล มาดริดจะซุเปอร์สตาร์คนใหม่เข้ามาเสริมทีมแล้วนั้น นักเตะคนนั้นก็จะต้องถูกมองว่าจะเป็นคู่แข่งคนใหม่ของลิโอเนล เมสซี่ จากค่ายบาร์เซโลน่าไปโดยปริยาย ซึ่งจะต้องมาถูกเปรียบเทียบในเรื่องของการทำประตูแข่งกันอีก รวมถึงจะเป็นคู่แข่งในเรื่องของการแย่งบัลลง ดอร์อีกด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่หลวงที่ทางคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทิ้งไว้ให้กับเรอัล มาดริด และดาวเตะคนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่เขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักเตะเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่โรนัลโด้ได้ในเวลาปีเดียว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีเหมือนตอนที่โรนัลโด้เคยทำตอนย้ายเข้ามาอยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวใหม่ๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าจะมีศักยภาพต่อกรกับลิโอเนล เมสซี่ได้หรือไม่ และเราจะได้ทราบโดยพร้อมกันทั่วโลกหลังเปิดฤดูกาลนี้

ความสำเร็จบนเวทียุโรป

 

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สุดยอดดาวยิงทีมชาติโปรตุเกส และลิโอเนล เมสซี่ จอมเลื้อยกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า ถือเป็น 2 สุดยอดนักเตะแห่งยุคนี้ ซึ่ง 2 ยอดนักเตะผู้นี้ค้าแข้งอยู่ในศึกลา ลีก้า สเปน กับเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า สองคู่ปรับตลอดกาลของวงการฟุตบอลสเปน และถึงแม้ว่าการแข่งขันภายในประเทศทั้ง 2 สโมสรจะเป็นปรปักษ์กันก็ตาม แต่บนเวทียุโรปแล้ว 2 ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลสเปนกลับสร้างความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นหน้าเป็นตาให้กับลีกลา ลีก้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แชมป์ 5 ฤดูกาลหลังสุดตกเป็นของทีมจากสเปนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นเรอัล มาดริดกวาดไปถึง 4 สมัย และบาร์เซโลน่าแย่งมาได้ 1 สมัย ส่วนถ้วยใบเล็กของยุโรปอย่างยูโรป้า ลีก ทีมจากสเปนก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เมื่อพวกเขาคว้าได้ถึง 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด โดยเป็นเซบีญ่าในยุคของอูไน อเมรี่ ที่คว้าแชมป์มาครองได้ 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนจะมาเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของโชเซ่ มูรินโญ่ และฤดูกาลล่าสุดก็เป็นทางแอตเลติโก มาดริด ของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่คว่ำโอลิมปิก มาร์กเซยได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นยุคที่ทีมจากสเปนกำลังรุ่งเรืองเกรียงไกรที่สุดเลยทีเดียว

นอกจากนี้รางวัลบัลลง ดอร์ ที่ถูกมองว่าเป็นรางวัลทรงเกียรติที่สุดของวงการฟุตบอลในปัจจุบันก็ตกเป็นของดาวเตะจากลา ลีก้า สเปน มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว เพราะในระยะเวลา 10 ปีหลัง มีเพียงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับลิโอเนล เมสซี่เท่านั้นที่คว้ารางวัลนี้ไปครองได้สำเร็จ โดยมีเพียงปี 2008 เท่านั้น ที่โรนัลโด้ได้รางวัลในช่วงที่ยังค้าแข้งอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากนั้นก็เป็นดาวเตะจากลีกลา ลีก้า สเปนมาโดยตลอด

ฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงกับทีมหัวแถวของลา ลีก้า สเปนพอสมควร เพราะเรอัล มาดริดมีการเปลี่ยนกุนซือใหม่ ส่วนบาร์เซโลน่าก็ต้องเสียอันเดรส อิเนสต้า ที่โยกไปค้าแข้งในเจ ลีก ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องมาดูกันว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งมีโอกาสที่ทีมจากสเปนจะแข็งแกร่งขึ้น หรือจะอ่อนลงก็ได้ และความสำเร็จบนเวทียุโรปที่ทีมจากสเปนครองความยิ่งใหญ่มายาวนานกว่าครึ่งทศวรรษจะจบลงในฤดูกาลนี้ก็เป็นไปได้        เพราะยังมีอีกหลายทีมในยุโรปที่อยากจะโค่นบัลลังค์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เรอัล มาดริดครองความยิ่งใหญ่มา 3 สมัยซ้อนลงเต็มแก่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเวนตุส และปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่เก็บความแค้นมาอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา