ค่าฉีกสัญญา

     เป็นเรื่องราวใหญ่โตกันมาแล้วกับกรณีการมีค่าฉีกสัญญาของนักเตะในสเปน โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสได้ทำกรณีศึกษามาแล้ว ด้วยการทุ่มเงินจำนวน 222 ล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนค่าฉีกสัญญาของเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ชาวบราซิเลี่ยนของบาร์เซโลน่าพอดี และทำให้บาร์เซโลน่าไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอในเงินจำนวนนี้ได้ตามเงื่อนไขในสัญญาที่จะต้องระบุว่าราคาขั้นต่ำที่สามารถฉีกสัญญานักเตะได้ ซึ่งจะใช้กันแค่บางประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะทีมในลา ลีก้าสเปนต้องเงื่อนไขข้อนี้ในสัญญาของนักเตะทุกคน เนื่องจากเป็นข้อกฏหมายของประเทศสเปนด้วย ทำให้บาร์เซโลน่าเสียหายมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากเป็นการตั้งราคาค่าฉีกสัญญาระดับสุดยอดนักเตะอย่งเนย์มาร์ในราคาที่ถึงแม้ว่าจะสูงมากแล้วก็ตาม แต่ระดับมหาเศรษฐีจากอาหรับแล้วมันถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ ทำให้พวกเขาต้องเสียนักเตะออกจากทีมไปแบบหดมทางรั้ง และไม่สามารถป้องกันได้เลย

ในทางกลับกันมันก็ไม่ใช่จุดอ่อนซักทีเดียวกับการมีกฏข้อบังคับข้อนี้ในสัญญา เนื่องจากบางทีอาจจะใช้มันในการหาผลประโยชน์ให้กับทีมก็ได้ ซึ่งนั่นก็คือการตั้งราคาค่าฉีกสัญญาให้มีจำนวนสูงๆ ไว้ หรือเว่อร์ๆ ไปเลยแบบที่เรอัล มาดริดชอบทำกับบรรดานักเตะของพวกเขา ทั้งกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลูก้า โมดริช ที่พวกเขาตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 700 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สามารถตั้งได้ เพราะว่ามันก็ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ไม่ให้เกินเท่าไหร่แต่อย่างใด

บางทีการตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ในจำนวนเงินที่ต่ำบางทีก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด หากนักเตะยังไม่ได้ต้องการอยากจะย้ายออกจากทีมในเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่นแอตเลติโก มาดริด ตั้งค่าฉีกสัญญานักเตะไว้ที่ประมาณ 100 ล้านยูโร กับทางอองตวน กรีซมันน์ ที่ถือว่าเป็นนักเตะระดับโลกไปแล้ว และราคาค่าตัว 100 ล้านยูโรในตลาดซื้อขายนักเตะตอนนี้ถือว่าไม่แพงเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีใครมาพราเขาออกจากทีม “ตราหมี” ไปได้ เนื่องจากเขายังอยากค้าแข้งกับแอตเลติโก มาดริดต่อไปก่อน ทำให้ทีมต่างๆ ที่ถึงแม้ว่าจะยื่นข้อเสนอมาเป็นจำนวนเงินที่ทำให้แอตเลติโก มาดริดต้องตอบตกลงก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะได้เสมอไป หากนักเตะยังต้องการอยู่กับสโมสรนั้นๆ อยู่ แต่กับทีมระดับกลางๆ ที่มักตั้งค่าฉีกสัญญาไว้ประมาณ 40 ล้านยูโรก็มักจะโดนสอยนักเตะไปเป็นประจำอยู่แล้ว

ท็อป 3

    ในลีกสูงสุดของแต่ละประเทศก็จะมียักษ์ใหญ่ที่เป็นทีมชั้นนำของประเทศนั้นๆ ที่จะเป็นมหาอำนาจลูกหนังในประเทศ อย่างในศึกพรีเมียร์ลีกที่สมัยก่อนจะมีทีมชั้นนำที่ถูกเรียกว่าบิ๊ก 4 แต่ตอนนี้ก็มีการขยายอำนาจออกมากเป็นบิ๊ก 6 ซึ่งทำให้การเบียดแย่งแชมป์กันสนุกมากยิ่งขึ้น แต่ในศึกลา ลีก้าสเปนนั้นจากแต่ก่อนที่จะมีเพียงเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่าที่จะเป็น 2 มหาอำนาจลูกหนังของประเทศที่มาจาก 2 ขั้วทางการเมืองด้วย ทำให้มีความน่าสนใจเสมอเวลาต้องขับเคี่ยวกัน โดยในช่วงก่อนหน้านี้ก็จะมีทีมที่ผลัดเปลี่ยนกันแทรกขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงในการแย่งแชมป์บ้าง หรือโผล่มาเป็นอันดับที่ 3 ของลีกบ้างเป็นระยะ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน และต้องตกลงไปตามกาลเวลา แต่ในระยะหลังมานี้มีแอตเลติโก มาดริดที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ต่อกรที่สร้างความลำบากให้กับ 2 มหาอำนาจลูกหนังอยู่ตลอดหลังจากที่พวกเขามีดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีม ซึ่งตั้งแต่อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่ามาคุมทีม “ตราหมี” นั้น เขาไม่เคยพาทีมตกลงไปเกินอันดับที่ 3 ของตารางเลย ทำให้ตอนนี้ถูกมองว่าพวกเขาจะกลายเป็นทีมที่ 3 ที่จะครองความยิ่งใหญ่ในสเปน และในยุโรปด้วย

ฤดูกาลนี้ก็เช่นกันที่ 3 อันดับแรกของตารางลา ลีก้า สเปนก็คงจะเป็นหน้าเดิมอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าใครจะอยู่อันดับไหนตอนจบฤดูกาลเท่านั้น โดยมีทางเรอัล มาดริดที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วถูกแอตเลติโก มาดริดแซงขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ได้สำเร็จ และในฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งถูกมองว่าไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย เนื่องจากพวกเขาต้องเสียหัวเรือใหญ่อย่างซีเนอดีน ซีดาน รวมถึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงที่กลายเป็นตำนานของสโมสรออกจากทีมไปพร้อมกันด้วย ทำให้น่าจะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน ส่วนอีก 2 ทีมอย่างบาร์เซโลน่า และแอตเลติโก มาดริด ต่างมีการเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะแอตเลติโก มาดริด ที่เหมือนจะมีเป้าหมายในการโค่นบัลลังค์ของ 2 ยักษ์ใหญ่ในฤดูกาลนี้ ด้วยการใช้งบประมาณไปเกิน 100 ล้านยูโรในการเสริมทีมในตลาดรอบนี้ รวมถึงยังสามารถรั้งอองตวน กรีซมันน์ กองหน้าตัวเก่งที่ไปได้แชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติฝรั่งเศสมาด้วย ให้อยู่กับทีมต่อไปได้อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าดาวเตะวัย 27 ปีจะย้ายออกจากทีมมาโดยตลอด

ความโหดของ MSN

    ก่อนหน้านี้บาร์เซโลน่าเคยมีกองหน้า 3 ประสานที่เป็นยุครุ่งเรื่องของพวกเขา และไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งได้รวมกันกว่า 100 ประตูในแต่ละฤดูกาล โดยมีลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ที่เป็นตัวแทนของ M หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่พวกเขาไปซื้อมาจากลิเวอร์พูล เป็นตัวแทนของ S และเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่ไปซื้อตัวมาจากซานโตส ทีมในบราซิลเป็นตัวแทนของ N ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และอันตรายเป็นที่สุด ตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งด้วยกันในถิ่นคัมป์ นู ซึ่งบรรดาแฟนบอลและนักข่าวเป็นคนตั้งฉายาให้เพื่อไปคล้องกับโปรแกรมแชตในยุคเก่า MSN Mesenger นั่นเอง โดยหลังจากนั้นก็ได้มีแฟนบอลไปตั้งตัวย่อให้กับ 3 กองหน้าของเรอัล มาดริด ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลว่า BBC ซึ่งมาจาก 3 กองหน้าของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นนั่นเอง ที่ประกองไปด้วยคาริม เบนเซม่า กองหน้าชาวฝรั่งเศส แกเร็ธ เบล ปีกทีมชาติเวลส์ที่เคยเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกอยู่พักหนึ่งด้วย และตัว C คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง ซึ่ง BBC ก็เป็นตัวย่อของสำนักข่าวชื่อดังของประเทศอังกฤษนั่นเอง ซึ่งก็มีการเปรียบเทียบผลงาน และสถิติการทำประตูรวมกัน แต่ก็ไม่สามารถสู้ 3 ประสาน MSN ของบาร์เซโลน่าได้อย่างแน่นอน ซึ่งลองมาดูสถิติที่ MSN ทำได้

ฤดูกาล 2014-2015 ซึ่งเป็นฤดุกาลแรกของหลุยส์ ซัวเรซกับบาร์เซโลน่า ซึ่งเขายังต้องปรับตัว แต่ก็ทำไปได้ถึง 25 ประตูกับอีก 21 แอสซิสต์ ส่วนเนย์มาร์ถือเป็นฤดูกาลที่ 2 ของเขาแล้ว โดยทำได้ถึง 39 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ ส่วนลิโอเนล เมสซี่ ทำได้ถึง 58 ประตูกับอีก 27 แอสซิสต์เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2015-2016 หลังจากที่มีการปรับตัว และเล่นด้วยกันมาแล้ว 1 ฤดุกาล หลุยส์ ซัวเรซกลายเป็นดาวซัลโวของทีมทันที เมื่อทำได้ถึง 59 ประตูกับอีก 22 แอสซิสต์ ส่วนลิโอเนล เมสซี่ลดมาเหลือ 41 ประตู 23 แอสซิสต์ และทางเนย์มาร์ 31 ประตู 20 แอสซิสต์

และฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของสามประสานในตำนาน โดยเนย์มาร์ทำได้ 20 ประตู 21 แอสซิสต์ หลุยส์ ซัวเรซ 37 ประตู 16 แอสซิสต์ และลิโอเนล เมสซี่ 54 ประตู 16 แอสซิสต์ ซึ่งทั้งสามฤดูกาลนี้อยู่ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้จัดการทีมหนุ่มที่ก็ออกจากบาร์เซโลน่าทันที หลังจากจบฤดูกาลนั้น และหลังจากนั้นเนย์มาร์ก็ถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวไปร่วมทีม และกลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลในช่วงนั้นไปเลย

ย้อนรอยซัมเมอร์ปี 1996

    วิวัฒนาการการซื้อขายนักเตะในโลกของฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะจากเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วที่นักเตะหนึ่งคนมูลค่าถึง 200 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อสโมสรฟุตบอลได้เลยด้วยซ้ำ แต่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงกลับนำเงินมาคว้าตัวเนย์มาร์เพียงรายเดียวเท่านั้น และหากย้อนไปเมื่อซัมเมอร์ปี 1996 เงินจำนวนที่ซื้อเนย์มาร์นี้เป็นจำนวนที่ทั้ง 20 สโมสรในลา ลีก้า สเปนใช้ซื้อนักเตะทั้ง 20 ทีมเลยด้วยซ้ำ และหากดูชื่อแต่ละคนแล้วจะรู้เลยว่าค่าตัวนักเตะสมัยก่อนนั้นถูกแค่ไหน

โรนัลโด้ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนที่บาร์เซโลน่าไปซื้อมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น 12.8 ล้านปอนด์ เป็นนักเตะที่แพงที่สุดของซัมเมอร์นั้นในการย้ายมาเล่นในสเปน อันดับ 2 คือเปแดร็ก มิยาโตวิช กองหน้ายูโกสลาเวียที่ย้ายจากบาเลนเซียข้ามฟากมาเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวเพียง 6.4 ล้านปอนด์เท่านั้น และเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าไปสอยริวัลโด้ เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยนเพียง 5.4 ล้านปอนด์เท่านั้น ที่ต่อมาดาวเตะเหล่านี้เป็นนักเตะระดับโลกทั้งนั้น ส่วนอันดับอื่นๆ คือวาเลรี่ คาร์ปิด ดาวอร์ ซูเค่อร์ ฟินิดี้ จอร์จ จิโอวานนี่ โรมาริโอ วิคเตอร์ บาย่า และคลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ดาวเตะรดับตำนานชาวดัตช์ที่มีค่าตัวเพียง 3.2 ล้านปอนด์เท่านั้น และนี่คือ 10 อันดับนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดที่ย้ายมาค้าแข้งในลา ลีก้า สเปนเมื่อซัมเมอร์ปี 1996 ซึ่งทั้งลีกรวมกัน 20 ทีม ลีกดังของสเปนใช้เงินซื้อนักเตะไปเพียง 128 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เรอัล มาดริดขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไปให้ยูเวนตุสเพียงรายเดียวก็เกือบจะเท่ากันแล้วในยุคนี้ ซึ่งเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในวัย 33 ปีแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังขายได้ราคาอยู่ ซึ่งในเรื่องของการตลาดมีส่วนทำให้ราคาค่าตัวนั้นเปลี่ยนไปมากด้วย ซึ่งต่างจากเมื่อปี 96 มากที่ยังไม่ค่อยมีการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องในยุคนั้น

12.8 ล้านปอนด์ที่เป็นค่าตัวของโรนัลโด้ สุดยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล เป็นราคาที่โคตรคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และหากมองขึ้นมาในยุคนี้ ราคานี้ที่ยังไม่ถึงครึ่งของที่บาร์เซโลน่าซื้อมัลค่อม ดาวเตะโนเนมมาจากบอร์กโดซ์ด้วยซ้ำ ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบความสามารถของโรนัลโด้ที่ขึ้นมาใหม่ตอนนั้นก็คงจะประมาณที่บาร์เซโลน่าไปซื้ออุสมาน เดมเบเล่มาจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วนั่นแหละ แต่กรณีโรนัลโด้เขาพิสูจน์ไปแล้วว่าเป็นตำนาน ส่วนเดมเบเล่นั้นยังไม่ไปไหนจากปีที่แล้วเลย

ข้อมูลโดย live22 เว็บไซต์ชื่อดัง

 

ทำความรู้จัก 3 น้องใหม่ลา ลีก้า

    ศึกลา ลีก้า สเปน ก็เหมือนกับหลายๆ ลีกในยุโรปที่มีการตกชั้น 3 ทีม และมีการเลื่อนขั้นกลับขึ้นมาจากลีก้า อเดลันเต้ โดยมีการเพลย์ออฟที่คล้ายๆ กับแชมเปี้ยนชิปที่เป็นลีกรองของอังกฤษเช่นกัน และเราจะมาทำความรู้จักกับ 3 ทีมน้องใหม่ในศึกลา ลีก้า สเปนในฤดูกาลนี้กันว่ามีทีมอะไรบ้าง และมีใครที่โดดเด่นในแต่ละทีม

ราโย บาเญกาโน่ ที่เป็นทีมแชมป์ของลีก้า อเดลันเต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาตกจากลา ลีก้า สเปนลงไปเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อนในปี 2016 และใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้นในการกลับมาสู่ลีกสูงสุดของสเปนอีกครั้ง โดยตอนนี้พวกเขามีมิเชล กุนซือหนุ่มวัย 42 ปีเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งเขาเคยเป็นทั้งนักเตะ และเคยคุมทีมเยาวชนแล้วถูกดันขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว นักเตะคนสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้จะเป็นออสก้าร์ เทรโฮ่ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ที่ทำได้ 12 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ฮูเอสก้า คงไม่ค่อยคุ้นหูกับแฟนบอลนัก เนื่องจากเป็นครั้งแรกของสโมสรที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศ โดยพวกเขาจบอันดับสองเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยมีรูบี้ กุนซือหนุ่มเป็นคนพาทีมเลื่อนชั้นมา แต่กลับถูกเอสปันญ่อลดึงตัวไปคุมทีมแล้ว ทำให้พวเขาต้องดึงลีโอ ฟรานโก้ อดีตนายด่านของทีมแอตเลติโก มาดริด และเคยเล่นกับทีมเองมาเป็นกุนซือแทน โดยนักเตะตัวเก่งของพวกเขาคือชูโช่ เอร์นานเดสที่ยังได้ยืมตัวมาจากวัตฟอร์ดในอังกฤษ และกอนซาโล่ เมเลโร่ ที่ทำได้คนละ 16 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เรอัล บาญาโดลิด เป็นทีมที่จบอันดับที่ 5 แต่สามารถเพลย์ออฟเอาชนะมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการกลับมาเล่นในลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยมีเซร์คิโอ กอนซาเลซ คุมทีมพาเลื่อนชั้นขึ้นมา หลังจากรับตำแหน่งได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่กลับทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการชนะ 8 จาก 12 นัดที่คุมทีม แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาต้องเสียไฆเม่ มาต้า กองหน้าตัวเก่งที่เป็นดาวซัลโวของลีกด้วยการยิงถึง 33 ประตูให้กับเกตาเฟ่ไปแล้ว ทำให้ทีมเหลือเพียงออสก้าร์ ปลาโน่ กองกลางจอมแอสซิสต์เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาส่งให้เพื่อนทำประตูไปถึง 8 ครั้งเลยทีเดียว ทำให้พวกเขาถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่จะต้องตกชั้นไปเล่นในลีกรองอีกครั้งในฤดูกาลหน้า โดยมีฮูเอสก้าเป็นตัวเต็งร่วมกันมา

กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก

    เมื่อไม่นานมานี้พึ่งมีการทำลายสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปหมาดๆ โดยสถิติเก่าเป็นของจานลุยจิ บุฟฟ่อน อดีตนายประตูทีมชาติอิตาลี ที่ตอนนั้นย้ายจากปาร์ม่ามาร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อเดือนกรกฏาคมปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านยูโร และสถิตินี้ยั่งยืนมานานกว่า 17 ปีถึงแม้ว่าตลาดซื้อขายนักเตะจะเริ่มเฟ้อขึ้นก็ตาม แต่สถิติก็ยังอยู่เรื่อยมาจนมาถึงเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาสถิติดังกล่าวก็ถูกทำลายลงจนได้เมื่ออลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลย้ายจากโรม่ามาร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวถึง 72.5 ล้านยูโร ซึ่งทำลายสถิติเดิมอย่างขาดลอยถึง 20 ล้านยูโรเลยทีเดียว แต่นี่เป็นเพียงสถิติแรกเท่านั้นที่จะถูกทำลาย เพราะแนวโน้มในตลาดซื้อขายนักเตะยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ได้อีก โดยเฉพาะค่าตัวนักเตะในตำแหน่งต่างๆ ที่เคยเป็นสถิติสูงสุดอยู่ น่าจะโดนทำลายได้ในไม่ช้านี้ โดยเฉพาะตำแหน่งกองหลังที่มีนักเตะคนหนึ่งกำลังมาแรงมากๆ และคาดว่าค่าตัวน่าจะเป็นสถิติกองหลังที่แพงที่สุดอย่างแน่นอนหากย้ายทีมภายใน 1-2 ปีนี้ นั่นก็คือคาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลังทีมชาติเซเนกัลของนาโปลีนั่นเอง ที่กำลังถูกยกย่องและจับตามองจากบรรดานักข่าวและแฟนบอลว่าแข็งแกร่งที่สุดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ณ ตอนนี้

สถิติเดิมที่เป็นกองหลังที่แพงที่สุดในตอนนี้คือเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาตฮอลแลนด์ที่ลิเวอร์พูลไปซื้อมาจากเซาต์แธมตันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งด้วยฝีเท้าและการยอมรับจากเกจิในวงการฟุตบอลต่างๆ ถือว่าดีลนี้แพงเกินเบอร์ไปมากๆ และต่างมองกันว่าขนาดเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ยังราคาขนาดนี้ คาลิดู คูลิบาลี่ ในวัย 27 ปีของนาโปลีก็คงจะราคามากกว่านี้แน่ๆ เพราะออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรนาโปลีขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเขี้ยวด้วย และมักจะขายนักเตะได้ในราคาแพงเสมอๆ ส่วนอีกรายหนึ่งที่หากมีการย้ายทีมจะต้องแพงทะลุ 100 ล้านยูโรแน่ๆ  คืราฟาเอล วาราน ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสของเรอัล มาดริด ในวัย 25 ปีเขาถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาได้ทั้งแชมป์โลกมาแล้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 4 สมัย ลา ลีก้าอีก 2 สมัย รวมถึงแชมป์สโมสรโลกอีก 3 สมัย แต่โอกาสย้ายทีมของเขาถือว่าเป็นไปได้ยากหากเรอัล มาดริดยังครองความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้

เบติส ผู้ท้าชิงอันดับ 4

            เรอัล เบติส ทีมดังจากแคว้นอันดาลูเซียของประเทศสเปน ถือว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จทีมหนึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการจบถึงอันดับ 6 ของลา ลีก้า สเปน และได้โวต้าไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย โดยเก็บได้ถึง 60 คะแนนจาก 38 นัด และมีอันดับเหนือทีมร่วมแคว้นอันดาลูเซียอย่างเซบีญ่าได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมาก โดยการจบอันดับที่ 6 ของตารางเป็นการจบอันดับดีที่สุดนับจากฤดูกาล 2004-2005 ที่เคยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับกิเก้ เซเตียน กุนซือชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกเท่านั้น แต่สามารถพาทีมชนะได้ถึง 18 นัดในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งกุนซือวัย 59 ปี ทำให้เรอัล เบติสกลายเป็นทีมที่เล่นได้สนุกทีเดียว และมีผลงานชิ้นโบว์แดงคือการพาทีมบุกเอาชนะเรอัล มาดริดถึงถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวได้ 1-0 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใครยาวนานของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในช่วงนั้นด้วย

การที่ทีมผลงานดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้นักเตะแต่ละรายโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย และทำให้ตกเป็นเป้าหมายของทีมยักษ์ใหญ่ที่อยากจะคว้าตัวไปร่วมทีม โดยซัมเมอร์นี้พวกเขาต้องเสียฟาเบียน รุยซ์ กองกลางตัวหลักของทีมไปให้กับนาโปลี ทีมชั้นนำในกัลโช่ เซเรีย อา ที่ทุ่มเงินถึง 30 ล้านยูโรคว้าตัวไปร่วมทีม แต่พวกเขาก็แก้ไขสถานการณ์ได้ไม่เลวทีเดียว เมื่อไปคว้าวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติโปรตุเกสของสปอร์ติ้ง ลิสบอนเข้ามาแทนที่ ด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร และยังได้อันโตนิโอ บาร์รากาน แบ็คขวาตัวเก๋ามาจากมิดเดิ้ลสโบรท์ในราคาสุดถูกอีกด้วย และนอกจากนั้นพวกเขายังได้นักเตะคุณภาพเข้ามาแบบไม่เสียค่าตัวอีกหลายราย ทั้งเซร์คิโอ กานาเลส เพลย์เมคเกอร์ชาวสเปนจากเรอัล โซเซียดาด โจเอล โรเบลส นายประตูจากเอฟเวอร์ตัน ทากาชิ อินูอิ ตัวริมเส้นทีมชาติญี่ปุ่นจากเออิบาร์ ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ด้วยการซัดสุดสวยใส่ทีมชาติเบลเยี่ยมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งมาบวกกับนักเตะที่พวกเขามีอยู่แล้วอย่างฆัวกิน ซานเชส อันเดรส กวาดาร์โด้ 2 นักเตะตัวเก๋า รวมถึงอันโตนิโอ ซานาเบรีย กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติปารากวัยด้วยแล้ว ทำให้พวกเขามีขุมกำลังที่ดีทีเดียว ที่จะได้ลุ้นอันดับที่ 4 เพื่อโควต้าในการไปเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า

 

ชปล.พื้นที่สุดท้าย

    ถึงแม้ว่าศึกลา ลีก้า สเปน จะได้โควต้าถึง 4 ทีมที่จะได้ไปเตะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนจะมีทีมที่จองโควต้าไปแล้วถึง 3 ทีมในระยะหลังมานี้ โดยเป็นทางเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า ที่จองโควต้าไปเล่นบอลถ้วยใบใหญ่ของยุโรปมาโดยตลอด และมีแอตเลติโก มาดริดของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่สามารถพาทีม “ตราหมี” ไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้โดยตลอด หลังจากเข้าคุมทีมเมื่อปี 2011 ทำให้เหลือพื้นที่อีกแค่เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น คืออันดับที่ 4 ที่ยังว่าง และยังไม่มีใครจองอันดับนี้แบบเป็นล่ำเป็นสันเหมือนดั่ง 3 อันดับบนของตาราง

ทีมที่อยู่ในข่ายที่จะได้ลุ้นอันดับที่ 4 ของแต่ละฤดูกาลก็จะมีเซบีญ่า ทีมที่เคยเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกถึง 3 สมัยซ้อนในยุคการคุมทีมของอูไน อเมรี่ ที่จะได้ป้วนเปี้ยนอยู่ในอันดับบนๆ ของตารางตลอด และมีบาเลนเซียที่ก็จะเป็นขาประจำบนหัวตารางเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีหลุดไปอยู่กลางตารางบ้างในบางฤดูกาล ส่วนทีมที่กำลังมาแรงก็คือเรอัล เบติส ทีมจากแคว้นอันดาลูเซียเช่นเดียวกับเซบีญ่า และอีกทีมหนึ่งก็คือบียาร์เรอัล ทีมที่เคยอยู่บนหัวตารางมาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งอันดับ 4 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกฤดูกาลในระยะหลัง และฤดูกาลนี้ก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะนอกจาก 3 ทีมอย่างเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า และแอตเลติโก มาดริด ที่เหมือนจะเหนือกว่าทีมอื่นจนเหมือนอยู่กันคนละลีกแล้ว ทีมที่รองลงมาก็สูสีใกล้เคียงกันมากเลยทีเดียวโดยปีนี้ก็ยังเป็นบาเลนเซียที่ยังดูมีภาษีดีกว่าที่จะคว้าอันดับ 4 มาครองได้ เนื่องจากทีมอื่นๆ ต่างก็เสียตัวหลักออกจากทีมไป ทำให้ทีมอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนฤดูกาลที่แล้วก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นบาเลนเซียที่คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ เนื่องจากมีช่วงที่เก็บชัยชนะได้หลายนัดติดต่อกัน จนทำให้มีคะแนนห่างจาก 3 อันดับแรกไม่มากนัก

การที่ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากจะได้เกียรติยศของสโมสรแล้ว สิ่งที่จะตามมาด้วยก็คือเงินค่าสปอนเซอร์ต่างๆ รวมถึงลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่จะได้จากทางยูฟ่า ทั้งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์ต่างๆ จากทางยูฟ่าด้วย ทำให้จะได้เงินมหาศาลเข้าสู่สโมสร ซึ่งจะทำให้มีเงินมาหวุนเวียนจ่ายค่าเหนื่อย และซื้อตัวนักเตะในฤดูกาลต่อๆ ไปด้วย

แผงกองหลัง “ตราหมี”

            ทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ในยุคการคุมทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเป็นทีมที่มีแนวรับที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด ตั้งแต่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์เข้ามาคุมทีมในเมืองหลวงของสเปนเมื่อปี 2011 โดยซิเมโอเน่สามารถทำให้แอตเลติโก มาดริดกลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีกได้ถึง 5 ฤดูกาล จาก 7 ฤดูกาลที่เขาคุมทีม และยังสามารถพาทีมเป็นแชมป์ลา ลีก้า สเปนได้ 1 ครั้งอีกด้วยในฤดูกาล 2013-2014

ด้วยสไตล์การเล่นของแอตเลติโก มาดริด ที่แทบจะถอดแบบมาจากสไตล์การเล่นของตัวกุนซือสมัยที่เป็นนักเตะทั้งกับอินเตอร์ มิลาน ลาซิโอ หรือกับแอตเลติโก มาดริดเอง ที่มีทั้งความดุดัน ไม่กลัวใครหน้าไหน การเข้าสกัดที่รุนแรงและแม่นยำ ซึ่งถ่ายทอดมาให้ลูกทีมได้อย่างชัดเจน รวมถึงความเขี้ยวลากดินในเกมการเล่นด้วย ซึ่งในแนวรับของดิเอโก้ ซิเมโอเน่จะมีดิเอโก้ โกดิน ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัย ที่ปัจจุบันเป็นกัปตันทีมเป็นปราการหลังตัวหลักมาโดยตลอด แต่คู่ปราการหลังตัวกลางที่มาเล่นคู่กับเขาก็ได้มีการสับเปลี่ยนมาตลอด ไล่มาตั้งแต่หลุยส์ เปเรียอา เจา มิรานด้า โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ มาร์ติน เดมิเคลิส สเตฟาน ซาวิช และคนล่าสุดคือโฮเซ่ คิมิเนซ ปราการหลังร่วมชาติที่จับคู่กันทั้งกับสโมสรและในนามทีมชาติอุรุกวัยด้วย

ในฤดูกาลที่จะเริ่มต้นขึ้นนี้พวกเขาจะมีแผงกองหลังที่โหดสุดอีกครั้งเมื่อมีนักเตะหลายคนพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังมีผู้รักษาประตูอย่างแยน ออบรัค นายประตูทีมชาติสโลวาเกียยืนเฝ้าเสาอยู่ด้วย แบ็คขวากุนซือชาวอาร์เจนไตน์มีตัวเลือกอย่างฆวนฟราน แบ็คขวาตัวเก๋า และซิเม เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาทีมชาติโครเอเชียเป็นทางเลือก ส่วนแบ็คซ้ายมีทั้งเฟลิเป้ ลุยซ์ และลูคัส เฮอร์นานเดส แบ็คดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกคอยสแตนด์บายด้วย ส่วนปราการหลังตัวกลางคู่ตัวจริงคงจะเป็นดิเอโก้ โกดิน กัปตันทีมจับคู่กับโฮเซ่ คิมิเนซ ดาวรุ่งที่จะเป็นคู่หูทั้งกับทีมชาติและสโมสร โดยมีสเตฟาน ซาวิช กองหลังมอนเตเนโกรเป็นตัวสำรอง ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งทั่วแผงจริงๆ หากดูจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็คงจะเห็นแล้วว่าผลงานแต่ละคนนั้นสุดยอดแค่ไหน ซึ่งพวกเขาเคยเสียประตูมากที่สุดในยุคของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ คือ 46 ประตูในฤดูกาลแรกของเขา และเคยเสียน้อยที่สุดเพียง 18 ประตูเท่านั้นเมื่อฤดูกาล 2015-2016

เซบีญ่า กำลังอ่อนลง

       วัฏจักรของทีมฟุตบอล มักจะมีขึ้นมีลงอยู่เสมอ และยิ่งถ้าไม่ใช่ทีมใหญ่ที่มีเงินถุงเงินถังด้วแล้ว วงจรมันจะหมุนได้เร็วมาก โดยจะมีช่วงเวลาที่ทีมอยู่ในจุดสูงสุด และประสบความสำเร็จ โดยสำหรับทีมเล็กๆ หรือทีมระดับกลางอาจจะได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยซักรายการ แล้วจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่วงจรของความตกต่ำ โดยมันกำลังจะเริ่มเกิดขึ้นกับสโมสรเซบีญ่าแล้ว หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้ถึง 3 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2014-2016 ในยุคของอูไน อเมรี่ แต่หลังจากนั้นมา พวกเขาก็ไม่ได้เฉียดเข้าใกล้กับความสำเร็จอีกเลย เนื่องจากที่อูไน อเมรี่ ทำทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง จึงถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมง ดึงตัวไปคุมทีมยังถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์ และหลังจากนั้นมาเซบีญ่าก็เริ่มสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ โดยอาจจะมีประกายความเก่งอยู่บ้างในนัดที่พบกับทีมยักษ์ใหญ่กับเรอัล มาดริด หรือเซบีญ่า ที่พวกเขามักจะสร้างความลำบากใจให้โดยตลอด แต่ผลงานในลีกก็ไม่ค่อยคงที่ และได้มีการเปลี่ยนตัวกุนซือมาเป็นคนที่ 5 แล้ว หลังจากที่อเมรี่ออกจากตำแหน่งไป ไล่มาตั้งแต่ฮอร์เก้ ซามเปาลี เอดูอาร์โด้ เบริซโซ่ วินเชนโซ่ มอนเตลล่า ฆัวกิน กาปาร์รอส และล่าสุดกับพาโบล มาชิน กุนซือหนุ่มวัย 43 ที่จะได้คุมทีมเซบีญ่าในฤดูกาลนี้ หลังจากที่คุมทีมคิโรน่าทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งมีผลงานชิ้นโบว์แดงคือเกมที่พาคิโรน่าเอาชนะเรอัล มาดริดได้สำเร็จ โดยมาชินสามารถพาทีมน้องใหม่อย่างคิโรน่าจบอันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ โดยพาทีมเก็บได้ถึง 51 คะแนนเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องของตัวกุนซือที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตัวผู้เล่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรด้วย โดยพวกเขาต้องเสียเคลม็องต์ ล็องเล่ต์ ปราการหลังชาวฝรั่งเศสไปให้กับบาร์เซโลน่า หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเซบีญ่าได้เงิน 35 ล้านยูโรซึ่งเป็นค่าฉีกสัญญามาเป็นค่าตอบแทน และทำให้ทีมต้องไปหานักเตะใหม่เข้ามาแทน ซึ่งตอนนี้พวกเขายังไม่สามารถคว้าปราการหลังเพื่อมาทดแทนการขาดหายไปของกองหลังวัย 23 ปีได้เลย หนำซ้ำพวกเขาอาจจะต้องเสียสตีเฟ่น เอ็นซอนซี่ กองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกออกจากทีมไปอีก โดยมีอาร์เซน่อลสนใจคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งตัวนักเตะก็อยากย้ายไปหาความสำเร็จกับทีมอื่นด้วย ทำให้การทำงานของกุนซือใหม่เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก